ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเจอวิกฤตหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพเศรษฐกิจหรือสภาพสังคมที่นับวันจะมีปัญหาไม่หมดสิ้น กำลังสำคัญของชาติคือนิสิต นักศึกษาก็เจอวิกฤตในเรื่องดังกล่าวไปด้วย เพราะอาชีพนักศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่มีรายได้ ต้องได้รับจากผู้ปกครองทั้งหลาย ดังนั้นเมื่อผู้ปกครองเจอวิกฤต ตนก็พบเจอไปด้วย นอกจากนั้นวัฒนธรรมมากมายที่ถั่งโถมเข้ามาสู่ประเทศไทย ค่านิยมใหม่ ๆ และการกระหายเทคโนโลยีก็ทำให้ นิสิต นักศึกษาต่างรับมือกันไม่ไหว หลายคนตกเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่โฆษณาขายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ทั้งที่ไม่มีรายได้กลับต้องการอุปกรณ์ดังกล่าว โดยบางครั้งก็ใช้วิธีที่ไม่ถูกต้อง เช่น การเล่นการพนัน ทำให้สังคมไทยเจอนิสิต นักศึกษาที่เป็นเพียงผู้ที่สวมชุดนิสิต นักศึกษา (ที่บางครั้งไม่แน่ใจว่าเครื่องแบบนิสิต นักศึกษาจริง ๆหรือไม่) มีอาชีพเป็นนิสิต นักศึกษาแต่ขาดความเป็นนิสิต นักศึกษามืออาชีพ
“นิสิต นักศึกษามืออาชีพ หมายถึง เรามีอาชีพนิสิต นักศึกษาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าการตั้งใจศึกษาหาความรู้เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา อันจะเป็นขุมทรัพย์ที่สำคัญในการดำรงชีพในอนาคต และประพฤติตนที่ถูกต้องตามระเบียบของสถาบัน สังคม กฎหมายและประเทศชาติ การเป็นนิสิต นักศึกษาอาชีพนั้นสำคัญที่สุดคือการที่เราไม่ทำให้เสียภาพพจน์ของนิสิต นักศึกษา” การรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมเป็นเรื่องหนักใจของหลายฝ่าย แต่ประเทศไทยของเราก็มีองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ไม่เคยทอดทิ้งพสกนิกร กลับหาวิธีการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังรุมเร้าคนไทย ด้วยการเสนอ “แนวคิดทฤษฎีพอเพียง” ซึ่งถือว่าเป็นยาวิเศษให้กับคนไทย
จากพระราชดำรัสของพระองค์ที่กล่าวกับผู้ที่เข้าเฝ้าเพื่อถวายพระพรเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 มีข้อความบางประการ ดังนี้ “เศรษฐกิจแบบค้าขาย ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Trade Economy ไม่ใช่แบบพอเพียง ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Self – Sufficient Economy ถ้าเราทำแบบที่ไทยทำได้ คือ เศรษฐกิจพอเพียงกับตัวเราเองเราก็อยู่ได้ไม่ต้องเดือดร้อน”…”ถ้าสามารถจะเปลี่ยนแปลงกลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่ต้องทั้งหมด แม้ไม่ถึงครึ่งอาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็สามารถที่อยู่ได้ การแก้ไขจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่าย ๆ โดยบางคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่บัดนี้ก็จะสามารถที่จะแก้ไขได้”…”การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ ก็สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกินและมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินหมายความว่าอุ้มชูตัวเองให้พอเพียงกับตนเอง” (สมพร เทพสิทธา,เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ,หน้า 3-4) จากข้อความดังกล่าวข้างต้น จะมีคนไทยสักกี่คนที่ใช้ยาวิเศษนี้รักษาโรคทางกายและทางใจบ้าง
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้กล่าวถึงการปฏิบัติตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง อันเนื่องมาจากพระราชดำริไว้ดังนี้
1. ยึดความประหยัด ตัดตอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีพอย่างจริงจัง ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ความเป็นอยู่ที่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องประหยัดไปในทางถูกต้อง”
2. ยึดการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้องสุจริต แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพก็ตาม ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจากการประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพชอบเป็นหลักสำคัญ”
3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และการแข่งขันกันในทางการค้าขาย ประกอบอาชีพแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรงดังอดีต ซึ่งมีพระราชดำรัสเรื่องนี้ว่า “ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึง ความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหาได้ด้วยความเป็นธรรมทั้งในเจตนาและการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญหรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น”
4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากครั้งนี้ โดยต้องขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้เกิดมีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ พระราชดำรัสตอนหนึ่งทีให้ความชัดเจนว่า “การที่ต้องการให้ทุกคนพยายามที่จะหาความรู้และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพื่อตนเอง เพื่อที่จะให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า ที่มีความสุขพอมีพอกินเป็นข้อหนึ่ง และขั้นต่อไปก็คือให้มีเกียรติว่ายืนได้ด้วยตนเอง”
5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่วให้หมดสิ้นไป ทั้งนี้ด้วยสังคมไทยที่ล่มสลายลงในครั้งนี้เพราะยังมีบุคคลมิใช่น้อยที่ดำเนินการโดยปราศจากความละอายต่อแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทว่า “พยายามไม่ก่อความชั่วให้เป็นเครื่องทำลายตัวทำลายผู้อื่น พยายามลดพยายามละความชั่วที่ตัวเองมีอยู่ พยายามก่อความดีให้แก่ตัวเองอยู่เสมอ พยายามรักษาและเพิ่มพูนความดีที่มีอยู่นั้นให้งอกงามสมบูรณ์ขึ้น” (สมพร เทพสิทธา,เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ,หน้า 5-7)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น